ขออนุญาตแสดงโดยละเอียดเผื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆกัลยาณมิตรชาวคณะพุทธบุตร ครับ
@All มีสภาวะธรรมเช้านี้มาฝาก
"รู้กายทำอะไร เดิน รู้/ นั่ง รู้ ก้ม รู้ เงย รู้ ขยับ รู้ รู้สึกตัว
รู้บ้างไม่รู้บ้าง นั่งนานปวด ไม่พยายามหายปวด สติดู ตัวปวด เวทนาปวดผุดที่กาย
-ใจสังเกตการณ์ ความปวด(เข่า)เดี๋ยวแรง เดี๋ยวเบา- คิดงาน- สติรู้ -หิว อยาก
สติ-ตามจิต-เริ่มมีราคะ ตามเห็น-กาย-ก้อนธาตุเคลื่อนไหว กายไม่รู้อะไรเลย- ใจรู้
ถอนรู้สึก-ผิด-นี่กายเรา สภาวะเกิดตั้งดับ -ดับต่อหน้า ประคองเห็นซ้ำๆหลายๆ ครั้ง
เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง อารมณ์โผล่ๆดับ ๆบังคับไม่ได้...
เมื่อไรอินทรีย์จะแก่-รอบ.....ก็ค่อยทำไปตามเหตุปัจจัย สาธุ
จากสภาวธรรมที่นำมาแสดงเมื่อเช้าโดยละเอียดจะเป็น ดังนี้ ครับ
การเจริญสติปัฏฐาน(
๔ )และการขึ้นสู่วิปัสสนาญาณในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ซึ่งเดินตามมรรควิธีที่ถูกต้อง
ตรงทาง และเป็นธรรมชาติมาก โดยสามารถถอดรหัสสภาวะจิตดังนี้:
สภาวธรรมที่ส่งไป เป็นการเจริญสติปัฏฐาน
๔ (กาย เวทนา จิต ธรรม)-ขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ
ในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องนั่งหลับตาเข้าฌานฯ
จากสภาวะ "ก้ม รู้ เงย รู้... กายไม่รู้อะไรเลย ใจรู้
ถอนรู้สึกผิด-นี่กายเรา"
1.เป็น (การแยกรูป-นาม)
(กายานุปัสสนา และ นามรูปปริจเฉทญาณ )
เป็นสภาวะ: เห็นกายตามจริง ไม่เพ่งกดข่ม จิตแยก-ชัดเจนว่า กาย-เป็นรูปธรรม ที่ไม่รู้อารมณ์
เป็นกลุ่มก้อนธาตุที่เคลื่อนไหว
ส่วน ใจเป็นนามธรรม รับรู้ จุดนี้เปรียบกับ ถอน สักกายทิฏฐิ และ ฆนสัญญา(กลุ่มก้อน) ออกจากกาย
"นั่งนานปวด
ไม่พยายามหายปวด สติ ดู ตัวปวด เวทนาปวดผุดที่กาย ใจสังเกตการณ์.ความปวด(เข่า)..
เดี๋ยวแรง เดี๋ยวเบา"
2. เป็น (การตั้งมั่นดูเวทนาโดยไม่เป็นทาส) หรือ เวทนานุปัสสนา
เป็น สภาวะ: จิตตั้งมั่นเป็น สังเกตการณ์ (อุเบกขา/ผู้ดู) ไม่เกิดโกรธแทรก -โทสะแทรก
ไม่ผลักไส-ความปวด และ เห็น สภาวะ-เวทนา-แยกขาดจากกาย-และจิต-อย่างชัดเจน ทั้งยังเริ่มเห็นการแปรปรวน
(เดี๋ยวแรง
เดี๋ยวเบา) ซึ่งเป็นเนื้อหาของไตรลักษณ์
"คิดงาน สติรู้ หิว อยาก สติ-ตามจิต-เริ่มมีราคะ"
3. เป็นจิตตานุปัสสนา และ ธัมมานุปัสสนา
เป็นสภาวะ: สติรู้เท่าทันจิตตสังขารและกิเลสจร เช่น ความคิด ความอยาก หรือราคะ
ทันทีที่สติเข้าไปแตะรู้ กิเลสไม่ได้มีอำนาจ บงการจิต เป็นการรู้ซื่อๆ ไม่ไปห้ามและไม่ไปตาม
"สภาวะเกิดตั้งดับ ดับต่อหน้า... อารมณ์โผล่ๆ ดับๆ บังคับไม่ได้"
4. (ไตรลักษณ์และเกิด-ดับ) เป็น กลาปสัมมสนญาณ สู่ อุทยัพพยญาณเบื้องต้น
เป็นสภาวะ: จิตประจักษ์แจ้งใน อนิจจัง (ความไม่เที่ยง
เดี๋ยวผุดเดี๋ยวดับ) และ อนัตตา (ความไม่ใช่ตัวตน
บังคับไม่ได้)
ต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่การคิดเอาตามทฤษฎี
แต่เป็นจิตเห็นปรากฏการณ์ตรงหน้า
"รู้บ้างไม่รู้บ้าง... เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง... เมื่อไรอินทรีย์จะแก่รอบ.....ก็ค่อยทำไปตามเหตุปัจจัย"
5. เป็นสัมมาทิฏฐิในเรื่องการสะสมอินทรีย์
เป็นสภาวะ: ยอมรับธรรมชาติโดยไม่ตกไปใน ความอยากให้จิตดี ตลอดเวลา
หรืออยากบรรลุธรรมเร็วๆ(วิภวตัณหา)
การตระหนักรู้ว่า "ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย" คือการมี สัมมาทิฏฐิและปัญญาญาณ คุมทิศทางไว้
ข้อสังเกต
ขยายความ
จากส่วนที่ว่า
พยายามตามดู ทุกขเวทนาของสังขารให้จบลูป..เกิดที่ไหนอย่างไรด้วยเหตุใด
1.1 (ที่เกิดทางกายภาพ)-ฝั่งรูปธรรม: เกิดที่ (ประสาทรับสัมผัสทางกาย)- กายปสาทรูป หรือ ซึ่งแผ่อยู่ทั่วร่างกาย
โดยเฉพาะจุดที่มีการกดทับ
เช่น ข้อเข่า หรือกล้ามเนื้อก้นกบ
"นั่งนานปวด ไม่พยายามหายปวด สติดู ตัวปวด เวทนาปวดผุดที่กาย ใจสังเกตการณ์.ความปวด(เข่า).. เดี๋ยวแรง เดี๋ยวเบา"
1.2 (จิตที่เข้าไปเสวยอารมณ์) ฝั่งนามธรรม: ตัวทุกขเวทนาแท้ๆ
เกิดร่วมกับจิต (จิตที่ทำหน้าที่ รู้สัมผัสทางกายที่เป็นทุกข์) : ตัวทุกขเวทนาแท้ๆ เกิดร่วมกับจิต หรือ "ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต"
ซึ่งอาศัยกายปสาทรูปนี้เกิดขึ้นและดับไปทันที
- เมื่อนั่งท่าเดิมนานๆ จะเกิดลำดับการทำงานตามวิถีจิต
ดังนี้:ครับ
2.1
: เมื่อนั่งนิ่งนานๆ
น้ำหนักตัวจะกดทับ ทำให้ ธาตุดิน (ความแข็ง/ความตึง)
(มหาภูตรูป 4 เสียสมดุล)
และ ธาตุไฟ
(ความร้อน/ความอบอ้าว) มีกำลังกล้าเกินขนาด
2.2
การกระทบ (ผัสสะ): ธาตุดินหรือไฟที่ผิดปกติ เข้ามากระทบกับ กายปสาทรูป อย่างรุนแรง
2.3
การเกิดขึ้นของทุกข์ทางกาย: การกระทบกันนั้นเป็นปัจจัยให้ ทุกขสหคตกายวิญญาณ
เกิดขึ้น พร้อมกับ
ทุกขเวทนาเจตสิก
(เจตสิกกล่าวง่ายๆคล้ายเครื่องปรุงในน้ำแกงครับ) ทำหน้าที่เสวยอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนานั้นทางกายโดยตรง
3.การส่งต่อสู่ใจ: หากจิตไม่มีสติ เมื่อกายวิญญาณดับลง วิถีจิตทางใจ (มโนทวาร) จะรับช่วงต่อ
เกิดเป็น (ความหงุดหงิด ผลักไส บ่นในใจ) หรือ โทสมูลจิต กลายเป็น โทมนัสเวทนา (ทุกข์ใจ) ซ้อนเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกขเวทนานี้ไว้
4 ประการหลัก:
3.1
อิริยาบถปิดบังทุกข์ถูกเปิดเผย:
(เหตุทางรูปกาย)
โดยธรรมชาติแล้ว
ร่างกายนี้ถูกบีบคั้นด้วยทุกข์ตลอดเวลา แต่คนทั่วไปมักขยับ พลิก หรือเปลี่ยนท่า
ทำให้มองไม่เห็น เมื่อนั่งนิ่งๆ นานๆ ไม่ขยับเปลี่ยนอิริยาบถ "ทุกข์ประจำสรีระ" จึงปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นชัด
3.2 (ธาตุบกพร่อง):มหาภูตรูปขัดแย้งกัน
เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก
ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่พอ ก่อให้เกิดแรงตึงเกร็ง (วาโยธาตุ)
และความร้อนอัดแน่น (เตโชธาตุ)
3.3 (เหตุทางกรรมในอดีต): อกุศลวิบาก
ในมุมของปรมัตถ์
การที่กายสัมผัสกับสิ่งที่ไม่สบาย (อนิฏฐารมณ์) จัดเป็น อกุศลวิบากจิต คือผลของกรรมเก่าเล็กๆ
น้อยๆ ที่ทุกคนต้องเสวยตราบใดที่ยังมีขันธ์ ๕ ไม่มีใครหนีพ้น
3.4 ผัสสะเป็นปัจจัยแก่เวทนา
(ปฏิจจสมุปบาท):
เพราะมีการกระทบกันระหว่าง โผฏฐัพพะ
(ความแข็ง/ร้อน) กับ กายปสาท (ประสาทกาย)
ผัสสะจึงเกิดขึ้น และเพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา เป็นไปตามกฎธรรมชาติล้วนๆ
-ตัดความเป็นตัวตน: จะเห็นชัดเจนว่า ความปวดไม่ใช่เรา และเราไม่ใช่ความปวด กายมีหน้าที่ส่งสัญญาณประสาท
จิตมีหน้าที่รับรู้ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเอง (ทำยาก)
- เห็นการแปรปรวน (เดี๋ยวแรง
เดี๋ยวเบา) เกิดจากผัสสะที่กระทบดับลงเป็นขณะๆ
รูปและนามเกิดดับสืบต่อกันตลอดเวลา
จึงทำให้รู้สึกว่าความเข้มข้นของเวทนานั้นไม่คงที่
- เวทนาไม่ลามเข้าสู่ใจ: สติเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ทำให้สภาวะหยุดอยู่แค่ ทุกขเวทนาทางกาย
โดยไม่ข้ามไปก่อตัวเป็น โทมนัสเวทนา (ทุกข์ใจ) อย่างสมบูรณ์
-----------------------------------------------------------